ตอนที่แล้วได้เห็นรูปกระดูกสันหลังของผมแล้วนะครับ กระดูกสันหลังของคนเราจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนละ 6-7 ปล้อง ตัวผมมีปัญหากับหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างระหว่างปล้องที่ 4-5 หรือที่เรียกว่า L4-L5 เส้น ประสาทที่มาจากสมองที่ร้อยผ่านกระดูกสันหลังแล้วแยกออก ณ จุดนี้ เป็นเส้นประสาทรับความรู้สึกจากบริเวณปลายเท้าไปสู่สมอง ไม่ใช่เส้นประสาทสั่งการ ดังนั้นต่อให้ผมไม่รักษาเลย ผมก็จะไม่พิการ หรือเป็นอัมพฤกษ์แต่อย่างใดครับ แต่อาจจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกเจ็บปวดไม่สิ้นสุด นับว่าผมโชคดีหน่อยเพราะถัดขึ้นไปด้านบน 5-6 ปล้องจะเป็นเส้นประสาทส่วนสั่งการการทำงานของแขนและขา ถ้าเกิดผมเป็นที่ปล้องนั้นแล้วไม่รักษาก็อาจกลายเป็นคนพิการได้
วิธี การรักษาวิธีสุดท้ายก่อนการผ่าตัดคือการฉีดยา เส้นประสาทที่ถูกกดทับมานานจะมีอาการอักเสบ บวม ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากในบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นไปเลี้ยง การฉีดยาจะไปลดอาการอักเสบและบวมนั้น ยาที่ฉีดก็คือยาแก้อักเสบที่มีส่วนผสมของสารสเตรียรอย เมื่อฉีด อาการบวมของเส้นประสาทจะลดลง ทำให้อาการปวดลดลงตาม ความเจ็บปวดจะลดลงจนพอหายใจหายคอได้บ้าง หมอแนะนำให้ผมลองฉีดยาครับ เพราะผมยังไม่พร้อมกับการผ่าตัด
หลัง มิดเทอมได้ไม่กี่วันก็เป็นวันนัดฉีดยา หมอนัดเช้าวันพุธ (ขี้เกียจไปค้นว่าพุธไหน) ไปถึงห้องผ่าตัดก็ให้เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดผ่าตัด เชคร่างกายโน่นนี่ จากนั้นให้นอนตะแคง คู้ตัวให้คางชนหัวเข่า มีพยาบาลช่วยกันจับหลายคนกันผมดิ้น หมอคนที่ฉีดคลำๆหลังหาตำแหน่งสักพัก จากนั้นก็ค่อยๆแทงเข็มขนาดใหญ่เข้ามากลางหลัง ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป แล้วก็เริ่มฉีดตัวยาช้าๆ หมอถามว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งจากจุดที่หมอฉีดไปถึงปลายเท้าไหม ก็รู้สึกแปล๊บๆจากตรงที่ฉีดไปจนถึงปลายขา ฉีดเสร็จก็ค่อยๆดึงเข็มออก ทำแผล แล้วก็นอนโรงพยาบาลให้หมอดูอาการสองวัน
สองวันผ่านไป รู้สึกดีขึ้นน้อยมากหมอบอกว่ามันจะค่อยๆดีขึ้นต้องให้เวลา เราก็เชื่อตามนั้น เดินกลับบ้านใช้ชีวิตต่อไป
ช่วงเวลาสองเดือนนับตั้งแต่ฉีดยาจนกระทั่งตัดสินใจผ่าตัด เป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดแล้ว
ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ร่างกายเราก็ไม่พร้อมจะสู้กับมัน ทั้งอ่านหนังสือสอบ สอบไฟนอล ทำรายงาน ทำ project เตรียม present เหนื่อยมากที่สุดแต่ก็ผ่านมาได้แล้ว เกรดเทอมนี้จะเป็นอย่างไร ช่างมัน !!!
พอ พายุผ่านพ้น ทุกอย่างจบ ปิดเทอม ผมก็เริ่มรักษาตัวเองอย่างจริงจัง ตอบรับการผ่าตัด ยอมรับความเสี่ยง ชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้า จะเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นไป หลังจากคุยกับหมอ เรื่องผ่าตัดจบสรุปว่า ผมจะผ่าตัดแบบใช้มีดเปิดแผลทางด้านหลัง คีบหมอนรองกระดูกเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหาทิ้งไป หมอนรองกระดูกส่วนที่เหลือยังเก็บไว้ และไม่มีการใส่เหล็กทดแทน
วันที่ 30 กันยายาน 2551 เข้าโรงพยาบาลวันแรกเพื่อเตรียมตัว วันนี้ไม่มีอะไรมากมานอนกลิ้งไปกลิ้งมา รอเวลาผ่าตัดพรุ่งนี้เช้า มีหมอ วิสัญญีแพท พยาบาล เจ้าหน้าที่ เข้ามาคุยตลอดทั้งวัน หมอเขาดีครับ เปิดโอกาสให้ถามเท่าที่อยากถาม การผ่าตัดหลังมีความเสี่ยงพื้นฐานคือผ่าตัดพลาด ไขสันหลังขาดต้องพิการตลอดชีวิตขาหมดความรู้สึกขยับไม่ได้ หรือระหว่างผ่าเสียเลือดมากช๊อกไม่ตื่นอีกเลย หรือน้อยหน่อย เอาหมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาออกไม่หมด ไม่หายปวดขาต้องผ่าซ้ำ เป็นต้น หมออธิบายให้เท่าที่จะมีเวลา ต่อมาเป็นวิสัญญีแพทย์ เข้ามาอธิบายเกี่ยวกับภาวะการหลับระหว่างผ่าตัด ต้องทำตัวอย่างไรก่อนจะหลับ และต้องทำตัวอย่างไรหลังถูกทำให้ตื่น ส่วนเจ้าหน้าที่และพยาบาลเข้ามาเก็บข้อมูลส่วนตัว แบบละเอียดมาก มีคำถามนึงถามว่าคุณนับถืออะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เช่นพ่อแม่ พระ ความรู้ความสามารถ ฯ ผมคิดนานว่ะ แล้วตอบไปว่าไม่มี ในใจตอนนั้นคิดว่าไม่มีอะไรที่สมควรแก่การยึดถือเลยสักอย่างแม้แต่ร่างกาย นี้ มีอีกคำถามนึงถามว่าเราคาดหวังอะไรจากการผ่าตัดนี้ ผมตอบไปว่า หายปวดขา
แม่ มาเฝ้าผมตลอดทั้งวัน ในแวตาฉายความกังวลให้เห็นชัดเจน แม่กลัวไปร้อยแปดครับ แต่ไม่พูดออกมา ตอนกลางคืนแม่จะกลับเห็นเหมือนแม่จะร้องให้ ผมก็ได้แต่บอกว่าแม่ไม่ต้องกังวลมาก เขาไม่ได้ผ่าตัดแม่นะ แม่ก็ยิ้มออกมาบ้าง แม่จะไปพักบ้านป้าที่คลองเตยเพื่อพรุ่งนี้จะได้มาส่งผมที่หน้าห้องผ่าตัด
วัน ขึ้นเขียง แปดโมงเช้า พยาบาลให้เปลี่ยนชุดผ่าตัดเมือนที่เคยใส่ เจาะเข็มน้ำเกลือ ให้น้ำเกลือ นอนรอ ผมได้ผ่าเป็นคิวที่สอง มีอีกคนที่มาผ่าหลังเพื่อรักษาโรคหมอนรองกระดูกเสือมเหมือนผม เห็นว่าเขาชาที่แขนต้องผ่าตัดหมอนรองกระดูกปล้องที่คอ พนักงานเข็นเตียงมารับคนนั้นไปเวลา แปดโมงเช้า ประมาณ 11 โมง ถึงมีคนมารับผมไป ผมถูกเข็นข้ามตึกไปห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ แม่เดินตามไปด้วยตลอดจนถึงข้างในที่ห้ามเข้า ห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจเหมือนที่เห็นในเรื่องหมอเทรุเลย ห้องสวยมาก เป็นห้องสีขาวแปดเหลี่ยมมีหลอดไฟใหญ่ๆตรงกลาง มีเตียงคลุมด้วยผ้าสีเขียวอยู่กลางห้อง ประตูทางเข้ามีสามด้านเป็นประตูอัตโนมัต รอบๆห้องมีเครื่องมือช่วยชีวิตมากมาย ไม่รู้อะไรเป็นอะไร พยาบาลเอาแผ่นอะไรสักอย่างมาติดตามตัว แล้วก็ต่อสายไฟจากแผ่นนั้นไปที่เครื่อง สายไฟระโยงระยางตัวผมเต็มไปหมด มีคนเดินเขามาหาผมบอกว่าเป็นวิสัญญีแพทย์นะให้คุณพยายามหายใจลึกๆ จากนั้นเขาก็ฉีดยาลงไปตามสายน้ำเกลือของผม รู้สึกว่ายามันวิ่งผ่านแขนเข้ามาในหัวผม รู้สึก มึนๆ พร่าๆ แล้วก็หลับไป ก่อนจะหลับเหลือบมองนาฬิกาอันใหญ่ในห้อง มันบอกเวลาเที่ยงนิดๆ
...
ผม ตื่นมาอีกครั้งในห้องพักฟื้น นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองกว่าๆ ตื่นมาปุ๊บก็รู้สึกปวดแผลบริเวณหลังมาก ปวดระดับสิบเลย หมอฉีดยามอร์ฟีนแก้ปวดให้เข็มนึง อาการปวดจึงค่อยลดลง แต่ก็ยังปวดอยู่ดี เวลานั้นผมรู้สึกตัวไม่มาก รู้แต่ว่ามีหน้ากาก O2 ครอบอยู่ บนหน้า และช่วงล่างก็มีสิ่งแปลกปลอมคาอยู่ พยาบาลให้ผมหายใจลึกๆ ดูอาการผมต่ออีกครึ่งชั่วโมงได้ จากนั้นเข็นผมไปพักฟื้นต่อที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 5
มา ถึงห้องก็ย้ายผมลงเตียง ปวดแผลโคตรๆอีกแล้ว เห็นหน้าแม่ เห็นหน้าญาติๆมาเต็มห้องเลย แต่ผมปวดแผลมาก พูดอะไรไม่ได้ พยายามข่มตานอนนิ่งๆ ไม่คุยอะไรทั้งสิ้น
48 ชม. หลังผ่าตัด อาการปวดจึงค่อยๆลดลงจนไม่รู้สึกปวดแล้ว แต่ยังลุกขึ้นนั่งไม่ได้ ต้องนอนทำทุกอย่างบนเตียง (เน้นว่าทุกอย่าง) ระหว่างนั้นก็รู้สึกว่างมากๆ หยิบหนังสือชุดคุยกับประภาศขึ้นมาอ่าน แต่ไม่หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่าน ฮ่าฮ่า
สี่ วันหลังผ่าตัด หรือเป็นเช้าวันอาทิตย์ ก็ได้ลุ้นกันอีกที หมอจะให้ผมลุกจากเตียงเป็นครั้งแรก โดยต้องใส่เสื้อพยุงหลังก่อน และต้องหัดเดิน เพราะผมไม่ได้เดินมาหลายวัน ตอนเท้าแตะพื้นรู้สึกแปลกๆ มันแปล๊บๆ เจ็บฝ่าเท้านิ้ดหน่อย ก็พยายามเดิน เกือบล้มหลายทีเพราะกล้ามเนื้อมันไม่มีแรง แต่เดินไปสักพักก็เริ่มชินและเดินได้แล้ว อาการชา อาการปวด หายไป เฮ้ยยยย หายปวดขาแล้ววววววววว วินาทีนั้นดีใจเป็นบ้า ขามันเบาๆ ไม่ปวดอีกแล้ว ขอบคุณคุณหมอ แล้วกลับมานอนพักฟื้นต่อ หมอว่าอีกสองวันกลับบ้านได้ ไปตัดไหมแถวบ้านก็ได้ แล้วจะนัดวันมาดูอาการอีกรั้งตอนสิ้นเดือน
ออกจากโรงบาลวันเดียวกับที่คุณสมชายสั่งสลายม๊อบพอดี ตั้งชื่อซะเก๋เลยว่า เหตุการณ์ 7 ตุลา ที่จริงอยากอยู่ต่ออีกหน่อยจะได้ฟังพวกพยาบาลกับตำรวจที่เฝ้าห้องคุยกันเรื่องข่าววงในบ้าง
ตอน นี้เรื่องในบ้านเรามันบานปลายใหญ่แล้วล่ะ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครแพ้สักที สู้กันต่อไปนะ แล้วพอรู้ผลแพ้ชนะวันนั้นก็บอกลาประเทศไทยได้เลย
-------------------------------
[สภาพตอนปวดระดับสิบ]

4 ความคิดเห็น:
ดีใจด้วยมากๆที่หายป่วยแล้ว
แต่....
ไม่เขียนเรื่องเพื่อนไปเยี่ยมเลยเหรอฟะ!!!!!!
อ่ะ ล้อเล่น 5555+
หายก็ดีแล้วล่ะ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
อย่างน้อยก็ทำให้กูคิดทุกครั้ง เวลานั่งทำคอมแล้วจะเริ่มเลื้อย - -
คืออ รู้สึกเ ซ็ง คนที่อยากไม่มาเยี่ยมว่ะ = =''
ขอบใจพวกแที่กมาเยี่ยม + มาแกล้ง ในวันนั้นนะ
ขอบใจอย่างสุดซึ้ง 555
หนังสือของแก แม่อ่านอยู่นะ ไว้คืนตอนเปิดเทอมเน้อ
ขอบคุณทุกคที่เป็นห่วงอีกครั้งครับ เวลาต้องต่อสู้กับอะไรที่ยิ่งใหญ่ กำลังใจนี่สำคัญจริงๆ
หายไวๆ นะต่อ....
ไว้เดี๋ยวเอาหนังสือไปให้วันที่ 20 จ้า
อ่านแล้วนั่งหลังตรงขึ้นทันที - -''
พึ่งจะรู้เรื่องในบล็อคนี้แหละ ยินดีด้วยนะที่หาย !! ต่อไปก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ ผมก็จะดูแลด้วย T.T ทำงานด้านนี้ความเสี่ยงสูงเหมือนกันแฮะ
เจมมี่
แสดงความคิดเห็น